รถสตาร์ทไม่ติดแก้ยังไงดี? รวมสาเหตุและวิธีแก้ไขที่เจ้าของรถควรรู้

รถสตาร์ทไม่ติดเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้ผู้ใช้รถอย่างมาก โดยเฉพาะตอนรีบไปทำงานหรืออยู่ในที่เปลี่ยว ปัญหานี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่แบตเตอรี่เสื่อมไปจนถึงระบบไฟหรือระบบสตาร์ทขัดข้อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้สาเหตุหลักของรถสตาร์ทไม่ติด พร้อมวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง
หัวข้อ
สาเหตุที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด
1. แบตเตอรี่รถหมดหรือเสื่อม
เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของปัญหานี้ หากแบตอ่อน ไฟจะไม่พอจ่ายให้ระบบสตาร์ท
อาการ
- บิดกุญแจแล้วไม่มีเสียง
- ไฟหน้าปัดหรี่
- สตาร์ทติดบ้างไม่ติดบ้าง
วิธีแก้
- พ่วงแบตหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
2. ขั้วแบตเตอรี่หลวมหรือเป็นสนิม
ถึงแบตจะดี แต่ถ้าขั้วหลวม ไฟก็ไม่เดิน
วิธีแก้
- ทำความสะอาดขั้วแบต
- ขันขั้วให้แน่น
3. มอเตอร์สตาร์ทเสีย
หากบิดกุญแจแล้วได้ยินเสียง “แชะ” แต่เครื่องไม่หมุน แสดงว่ามอเตอร์สตาร์ทอาจมีปัญหา
วิธีแก้
- ต้องให้ช่างซ่อมหรือเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ท
4. ไดชาร์จไม่ชาร์จไฟ
ไดชาร์จทำหน้าที่ชาร์จไฟเข้าแบต หากเสีย แบตจะหมดเร็ว
สัญญาณเตือน
- ไฟแบตโชว์หน้าปัด
- รถดับกลางทาง
5. ระบบกุญแจหรือ Immobilizer มีปัญหา
รถรุ่นใหม่หากกุญแจไม่ถูกต้อง เครื่องจะไม่สตาร์ท
วิธีแก้
- ใช้กุญแจสำรอง
- รีเซ็ตระบบที่ศูนย์
วิธีเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเอง
ลองตรวจง่าย ๆ ก่อนเรียกรถยก:
- ไฟหน้าปัดติดหรือไม่
- มีเสียงเครื่องหมุนหรือไม่
- ลองพ่วงแบต
- ลองขยับขั้วแบต
ถ้าพ่วงแบตแล้วติด แสดงว่าแบตเตอรี่เสื่อม
รถสตาร์ทไม่ติด ค่าซ่อมประมาณเท่าไหร่?
| ปัญหา | ราคาประมาณ |
|---|---|
| เปลี่ยนแบตเตอรี่ | 1,500 – 4,000 บาท |
| ซ่อมไดชาร์จ | 1,500 – 5,000 บาท |
| มอเตอร์สตาร์ท | 2,000 – 6,000 บาท |
| ระบบกุญแจ | 1,000 – 5,000 บาท |
วิธีป้องกันไม่ให้รถสตาร์ทไม่ติด
- เปลี่ยนแบตทุก 1.5 – 2 ปี
- อย่าเปิดไฟหรือจอทิ้งไว้นาน
- เช็กไฟเตือนบนหน้าปัด
- ขับรถสม่ำเสมอ
สรุป
รถสตาร์ทไม่ติด มักเกิดจากแบตเตอรี่ ไดชาร์จ หรือระบบไฟ หากรู้สาเหตุและตรวจเช็กเร็ว จะช่วยประหยัดเงินและเวลาได้มาก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรพ่วงแบตหรือเรียกรถช่วยเหลือทันที
ติดต่อเรา
- Facebook :
- เว็บไซต์ :
- แผนที่ :





